อาหารจานเด็ดภาคใต้

14 Oct

ข้าวยำ

เครื่องปรุง
ข้าวสวย 1 ถ้วย
กุ้งแห้งป่น 1 ถ้วย
มะพร้าวหั่นฝอยคั่วจนเหลืองกรอบ 1 ถ้วย
พริกขี้หนูคั่วป่น 2 ช้อนชา

ผัก
ถั่วงอกเด็ดหาง 1 ถ้วย
ตะไคร้หั่นฝอย3 ต้น
ใบมะกรูดหั่นฝอย ครึ่ง ถ้วย
มะม่วงดิบสับหั่นเส้นเล็ก3/4 ถ้วย
ถั่วฝักยาวหั่นฝอย 1 ถ้วย
มะนาว 1 ลูก

เครื่องปรุงน้ำบูดู
น้ำบูดู 1/2 ถ้วย
น้ำ 1 ครึ่ง ถ้วย
ปลาอินทรีย์เค็ม 1 ชิ้น
น้ำตาลปีบ 1 ถ้วย
หอมแดงบุบพอแตก 1 ครึ่ง ถ้วย
ตะไคร้หั่นท่อนสั้น 1 ต้น
ใบมะกรูดฉีก 3 ใบ
ข่ายาว 1 นิ้ว บุบพอแตก 1 ชิ้น

วิธีทำ
1.ทำน้ำบูดู โดยการต้มปลาอินทรีจนเปื่อย แกะเอาแต่เนื้อใส่หม้อ เติมน้ำบูดู น้ำ แล้วตั้งไฟ
2.ใส่หอม ตะไคร้ ข่า ใบมะกรูดฉีก น้ำตาลปีบ ต้มต่อจนน้ำบูดูข้น ชิมให้มีรสเค็มนำ หวานตาม ยกลง
3.จัดเสิร์ฟโดย ตักข้าวใส่จาน ใส่มะพร้าวคั่ว กุ้งแห้งป่น และผักทั้งหมด ใส่อย่างละน้อย พอคลุกรวมกันแล้วจะมากยิ่งขึ้น ราดน้ำบูดู ปรุงรสด้วยน้ำมะนาว เคล้าให้เข้ากันดี รับประทานได้

 

 

 

น้ำพริกมะม่วง

เครื่องปรุง
มะม่วงเบา 4 ลูก
เกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ
กุ้งแห้ง 1 ช้อนโต๊ะ
พริกขี้หนูสด 20 เม็ด
กะปิ 2 ช้อนชา
หอมแดง 2 หัว
น้ำตาลทราย 2 ช้อนชา

วิธีทำ
1.ล้างมะม่วงให้สะอาด ปอกเปลือก และสับเป็นเส้นๆ ใส่เกลือป่น คั้นมะม่วงน้ำเปรี้ยวออก ล้างน้ำ ใส่กระชอนไว้ให้สะเด็ดน้ำ
2.โขลกพริกขี้หนูพอแตก ใส่กะปิ หอมแดง น้ำตาล โขลกให้เข้ากันไม่ต้องละเอียด
3.ใส่กุ้งแห้ง มะม่วง ใช้ช้อนเคล้าจนเข้ากันดี
4.เสิร์ฟพร้อมผักเหนา

 

 

 

 

 

ปลากระบอกต้มส้ม

เครื่องปรุง
ปลากระบอกตัวใหญ่ 2 ตัว
เกลือป่น 3 ช้อนชา
ตะไคร้หั่นทุบ 2 ต้น
หอมแดงบุบ 3 หัว
กระเทียมบุบ 3 หัว
น้ำส้ม 1/3 ถ้วย
ขมิ้นทุบ 2 ซ.ม.

วิธีทำ
1.ล้างปลาให้สะอาด ควักไส้ทิ้ง
2.เอาน้ำ 2 ถ้วยตั้งไฟ พอเดือดใส่ตะไคร้ หอมแดง กระเทียม ขมิ้น
3.พอเดือดอีกครั้งใส่น้ำส้ม เกลือ แล้วจึงใส่ปลา
4.พอปลาสุกดีแล้วจึงปิดไฟ ยก

 

 

 

 

 

ไก่กอแหละ

เครื่องปรุง
ไก่อ้วนๆ 1 ตัว
มะพร้าวขูด 100 กรัม
เนย 4 ช้อนโต๊ะ
น้ำมัน 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำมะขามเปียก หรือน้ำมะนาว 3 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลปี๊บ 2 ช้อนโต๊ะ

เครื่องแกง
พริกแห้งแกะเมล็ดออกแช่น้ำ 5 เม็ด
ลูกผักชีคั่วป่น 1/4 ช้อนชา
ลุกยี่หร่าคั่วป่น 1/4 ช้อนชา
อบเชยป่น 1/4 ช้อนชา
หอมแดง 2 หัว
ขมิ้นสดหั่นละเอียด 1 ช้อนชา
กะปิ 1 ช้อนชา
โขลกเครื่องแกงทั้งหมดรวมกันให้ละเอียด

วิธีทำ
1.คั้นมะพร้าวใส่น้ำ 2-2ครึ่ง ถ้วย คั้นให้ได้ 5-6 ถ้วย
2.ล้างไก่ หั่นเป็นชิ้นใหญ่ๆ ตัวหนึ่งประมาณ 10-12 ชิ้น ทอดด้วยเนย และน้ำมัน พอเหลืองตักไก่ใส่กะทิ ตั้งไฟกลาง พอเดือดลดไฟลง เคี่ยวไฟอ่อนๆ
3.เอาเครื่องแกงลงผัดในน้ำมันที่เหลือจากการทอดไก่ แล้วใส่ลงในหม้อไก่ ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำมะนาว น้ำตาล ให้ได้รสตามชอบ พอไก่เปื่อย ยกลง จัดเสิร์ฟ โรยพริกชี้ฟ้าแดง ให้สวยงาม

 

 

 

 

 

เนื้อคั่วกลิ้ง

เครื่องปรุง
เนื้อวัว 500 กรัม
ใบมะกรูดหั่นฝอย 5 ใบ

เครื่องแกง
ตะไคร้หั่นฝอย 3 ต้น
กระเทียม 2 หัว
หอมแดง 5 หัว
ข่าหั่น 7 แว่น
ขมิ้นหั่น 1 นิ้ว
ผิวมะกรูดซอย ครึ่ง ลูก
เกลือป่น 2 ช้อนชา
พริกขี้หนูแห้ง 50 เม็ด
พริกไทยเม็ด 3 ช้อนโต๊ะ
โขลกเครื่องแกงทั้งหมดรวมกันให้ละเอียด

วิธีทำ
1.ล้างเนื้อวัว หั่นเป็นชิ้นเล็กบาง
2.เอากระทะตั้งไฟอ่อน ใส่เนื้อลงผัดจนเนื้อแห้ง
ใส่เครื่องแกงลงผัดต่อ จนเนื้อเข้ากันเครื่องดี ปิดไฟ โรยใบมะกรูดอ่อน เสิร์ฟพร้อมผักเหนาะ

อาหารจานเด็ดภาคอีสาน

14 Oct
ส้มตำ

“ส้มตำ” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง ของกินชนิดหนึ่ง เอาผลไม้มีมะละกอเป็นต้น มาตำผสมกับเครื่องปรุงมีรสเปรี้ยว บางท้องถิ่นเรียก “ตำส้ม”
“ส้มตำ” เป็นอาหารยอดนิยมของคนไทย(อาจจะรวบถึงชาวต่าศอีกมากมาย ที่รู้จักประเทศไทยจากส้มตำ)ในทุกๆภาคในปัจุบันโดยเฉพาะคนอีสานพบได้ทุกสถาน ที่ โดยเฉพาะตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ เช่น ทะเล ภูเขา น้ำตก ฯลฯ จะพบอาหารนี้ได้ทุกซอก ทุกมุม ซึ่งหารับประทานได้ง่ายตามสถานที่ทั่วไป แม้แต่ตามซอกซอย ตามภัตตาคารหรือตามห้างต่างๆ เรียกว่าส้มตำเป็นอาหารจานโปรดของทุกคนเลยก็ได้ ทำเอาพ่อค้าแม่ขายอาชีพนี้รวยไปตามๆ กัน ส้มตำมีหลายประเภท ได้แก่ ส้มตำไทย, ส้มตำไทยใส่ปู, ส้มตำปูใส่ปลาร้า, ส้มตำลาวใส่มะกอก
ส้มตำมักรับประทานกับข้าวเหนียว และแกล้มกับผักชนิดต่างๆ และที่ขาดไม่ค่อยได้เลยคือไก่ย่าง ซึ่งจะพบว่าร้านส้มตำเกือบทุกร้านจะต้องขายไก่ย่างควบคู่กันไปด้วย
“ส้มตำ” เป็นภาษากลางที่ใช้เรียกกันทั่วไป ชาวอีสานเรียก ตำบักหุ่ง หรือตำส้ม ส้มตำของชาวอีสานมีความหลากหลายมาก พืชผัก ผลไม้ ชนิดต่างๆ ก็สามารถนำมาตำรับประทานได้ทั้งสิ้น เช่น ตำมะละกอ ตำถั่วฝักยาว ตำกล้วยดิบ ตำหัวปลี ตำมะยม ตำลูกยอ ตำแตง ตำสับปะรด ตำมะขาม ตำมะม่วง เป็นต้น ซึ่งจะมีรสชาติที่แตกต่างกันไปในแต่ละประเภท แต่โดยรวมๆแล้วจะเน้น ที่ความมีรสจัดจ้านถึงใจและเน้นที่ความเปรี้ยวนำ
ล้มตำลาว ของชาวอีสานบางครั้งจะใส่ผลมะกอกพื้นบ้าน(เฉพาะฤดูที่มีผลมะกอกพื้นบ้าน) เข้าไปด้วยเพื่อเพิ่มรสชาติ โดยฝานเป็นชิ้นรวมกับส้มตำมะละกอ ช่วยให้รสชาติอร่อยขึ้น ส้มตำลาว เป็นเมนูอาหารหลักของชาวอีสานรองจากข้าวเหนียว สามารถรับประทานกันได้ทุกวันและทุกมื้อ วัฒนธรรมการกินอาหารอย่างหนึ่งของ ชาวอีสาน คือ หากมื้อใดมีการทำส้มตำรับประทานก็มักจะเรียกเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงมาร่วม สังสรรค์ รับประทานส้มตำด้วย บางคนถึงกับบอกว่า ทานคนเดียวไม่อร่อย ต้องทานหลายๆ คน หรือแย่งกันทาน เรียกว่าส้มตำรวยเพื่อนก็ไม่ผิดนัก และตามงานบุญต่างๆของชาวอีสานจะขาดส้มตำไม่ได้เลย ถ้าขาดส้มตำอาจจะทำให้งานนั้นกร่อย เลยทีเดียว บางคนครั้งส้มตำลาวจะอร่อยหรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับปลาร้าเป็นสำคัญ ถ้าหากปลาร้าอร่อยมีรสชาติดี ก็จะทำให้ส้มตำลาวครกนั้นมีรสชาติอร่อยไปด้วย ปลาร้าที่ใส่ส้มตำสามารถใส่ได้ทั้งน้ำและตัวปลาร้า หรือบางคนก็ใส่แต่น้ำปลาร้า ใส่เพื่อพอให้มีกลิ่นแล้วแต่คนชอบแต่ต้องทำให้สุกเสียก่อน ชาวอีสานส่วนใหญ่ยังมีความคิด ว่ากินปลาร้าดิบแซ่บกว่าปลาร้าสุก ดังนั้นชาวบ้านตามชนบทมักจะใช้ปลาร้าดิบเป็นส่วนประกอบในส้มตำ ด้วยความคิดเช่นนี้จึงทำให้กลายคนดินปลาร้าแล้วได้พยาธิ (ส่วนใหญ่จะเป็นพยาธิใบไม้ในตับ) ิแถมเข้ามาอยู่ในตัวด้วย ถึงแม้ว่าการใช้เกลือประมาณร้อยละ 30 ของน้ำหมักปลาในการหมัก ก็เป็นเพียงการช่วยยับยั้งการ เจริญเติบโตของเชื้อโรคที่ทำให้เกิดอาการอาหารเป็นพิษได้เท่านั้น แต่ยังไม่มีคำยืนยันจากนักวิชาการว่าเกลือสามารถฆ่าพยาธิได้ ดังนั้นควรใช้ปลาร้าที่ต้มสุกแล้วจะ ปลอดภัยกว่า
นอกจากนี้จากผลการวิจัยขอคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ยังพบว่าในปลาร้าดิบมีสารที่ยับยั้งการทำงานของวิตามินบีหนึ่ง ซึ่งการที่จะทำให้สารชนิดนี้หมดไปได้มี วิธีเดียวเท่านั้น คือ การทำให้สุกโดยใช้ความร้อน

เครื่องปรุง
มะละกอสับตามยาว1 ถ้วย (100 กรัม)
มะเขือเทศสีดา3 ลูก (30 กรัม)
มะกอกสุก1 ลูก (5 กรัม)
พริกชี้หนูสด10 เม็ด (15 กรัม)
กระเทียม10 กลีบ (30 กรัม)
น้ำมะนาว1-2 ช้อนโต๊ะ (30 กรัม)
น้ำปลา (ตามชอบ)
น้ำปลาร้าต้มสุก 1 ช้อนโต๊ะ (15 กรัม)
ผักสด ถั่วฝักยาว กะหล่ำปลี ยอดปักบุ้ง ยอดและฝักกระถิน ยอดมะยม ไก่ย่าง แคบหมู

วิธีทำ
1. โขลกกระเทียม พริกขี้หนู พอแตก
2. ใส่มะละกอ มะเขือเทศผ่าซีก ฝานมะกอกเป็นชิ้นบางใส่ลงโขลกเข้าด้วยกัน
3. ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำปลาร้า น้ำมะนาว โขลกเบาๆ พอเข้ากันชิมตามชอบ รับประทานกับผักสด

สรรพคุณทางยา
1. มะละกอ ผลดิบ ต้มกินเป็นบาบำรุงน้ำนม ขับพยาธิ แก้บิด แก้เลือดออกตามไรฟัน แก้ริดสีดวงทวาร ช่วยย่อยอาหาร ขับน้ำดี น้ำเหลือง
2. มะเขือเทศ รสเปรี้ยว เป็นผักที่ใช้แต่งสีและกลิ่นอาหาร ช่วยระบาย บำรุงผิว
3. มะกอก รสเปรี้ยว ฝาด หวาน แก้โรคธาตุพิการเพราะน้ำดีไม่ปกติ แก้บิด แก้โรคเลือดออกตามไรฟัน ผลสุกทำให้ชุ่มคอ แก้กระหายน้ำ
4. พริกขี้หนู รสเผ็ดร้อน ช่วยเจริญอาหาร ขับลม ช่วยย่อย
5. กระเทียม รสเผ็ดร้อน ขับลมในลำไส้ แก้ไอ ขับเสมหะ ช่วยย่อยอาหาร แก้โรคผิวหนัง น้ำมันกระเทียมมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเชื้อรา แบคทีเรียและไวรัส ลดน้ำตาลในเลือด ลดไขมันในหลอดเลือด
6. มะนาว เปลือกผลรสขม ช่วยขับลมน้ำในลูกรสเปรี้ยว แก้เสมหะ แก้ไอ แก้เลือดออกตามไรฟัน ฟอกโลหิต
7. ผักแกล้มต่างๆ ได้แก่
– ถั่วฝักยาว รสมันหวาน ช่วยกระตุ้นการทำงานของกะเพาะลำไส้ บำรุงธาตุดิน
– กะหล่ำปลี รสจืดเย็น กระตุ้นการทำงานของกระเพาะลำไส้ บำรุงธาตุไฟ
– ผักบุ้ง รสจืดเย็น ต้มกินใช้เป็นยาระบาย ทำให้อาเจียน เนื่องจากพิษของฝิ่นและสารหนู
– กระถิน รสมัน แก้ท้องร่วง สมานแผล ห้ามเลือด ถ่ายพยาธิ
– มะยม ใบต้มกิน เป็นยาแก้ไอ ช่วยดับพิษไข้ บำรุงประสาท ขับเสมหะ บำรุงอาหาร แก้พิษอีสุกอีใส โรคหัดเลือด

รสและสรรพคุณ
1. มะละกอดิบ (ผลยาว) มีรสหวาน ปลูกได้ทั่วไปในทุกภาค ออกผลตลอดปี ในทางยา
– ต้นมะละกอ สรรพคุณ แก้มุตกิต ขับระดูขาว
– ดอกมะละกอ สรรพคุณ ขับประจำเดือน ลดไข้
– ราก รสขมเอียน สรรพคุณ ขับปัสสาวะ
– เม็ดอ่อน สรรพคุณแก้กลากเกลื้อน
– ยางมะละกอ สรรพคุณช่วยกัดแผลรักษาตาปลาและหูด ฆ่าพยาธิหลายชนอด ในการทำอาหาร ยอดอ่อนนำมาดองและรับประทานเป็นผักได้ ส่วนผลดิบปรุงเป็น
อาหารหลายชนิด ผลมะละกอดิบหั่นเป็นชิ้น นึ่งหรือต้มให้สุกและรับประทานเป็นผักจิ้มกับน้ำพริกหรืออาจปรุงเป็นผัด มะละกอ โดยนำผลห่ามหั่นฝอยเป็นชิ้นยาวๆ ผัดกับไข่
และหมูได้ นอกจากนี้เนื้อมะละกอยังนำมาปรุงเป็นแกงส้ม แกงอ่อมได้
2. มะกอก เมื่อรับประทานทีแรกมีรสเปรี้ยวอมฝาด แต่เมื่อถึงคอแล้วหวานชุ่มคอ อุดมด้วยวิตามินซีใช้เป็นยาฝาดสมาน และแก้โรคลักปิดลักเปิด เปลือกมีกลิ่นหอม ฝาดสมานและเป็นยาเย็นใช้
แก้อาการท้องเสีย และโรคที่เกี่ยวกับลำไส้ ระงับอาเจียน ยอดอ่อน ใบอ่อนและผลสุกใช้รับประทานเป็นผัก ยอดอ่อนและใบอ่อนออกมากในฤดูฝนและออกเรื่อยๆ ตลอดปี ส่วนผลเริ่มออกในฤดูหนาว ผลสุกรสเปรี้ยว เย็น ฝาด ทำให้ชุ่มคอ แก้กระหายน้ำ แก้เลือดออกตามไรฟัน
ในด้านการนำมาทำอาหาร คนไทยทุกภาครู้จักและรับประทานยอดมะกอกเป็นผักสด ในภาคกลางรับประทานยอดอ่อน ใบอ่อน ร่วมกับน้ำพริกปลาร้า เต้าเจี้ยวหลน ชาวอีสารรับประทานร่วมกับลาบ
ก้อย แจ่วป่น และฝานผลเป็นชิ้นรวมกับส้มตำมะละกอหรือพล่ากุ้งช่วยให้รสชาติอร่อยขึ้น

รสชาติอาหาร
ส้มตำ 1ครก จะมีหลายรสชาติ เช่น เปรี้ยว มัน เค็ม หวาน (น้ำตาลแล้วแต่คนชอบ) ขม เปลือกมะนาวหรือผลมะกอก) อุดมไปด้วยวิตามิน และแร่ธาตุที่ให้คุณค่าแก่ร่างกายสูง โดยเฉพาะเมื่อนำมาแกล้มกินกับผัก คนอีสานนิยมรับประทานกับเส้นขนมจีน ว่ากันว่ารับประทานเข้ากันดีนัก สำหรับคนภาคกลางมักจะรับประทานร่วมกับอาหารอื่นๆ เช่น ส้มตำ-ไก่ย่าง, ลาบ, น้ำตก, ข้าวเหนียว เรียกว่าเป็นเมนูชุดใหญ่ โดยมีส้มตำเป็นอาหารหลักเลยทีเดียว ซึ่งก็จะช่วยให้เราได้สารอาหารประเภทโปรตีนจากเนื้อสัตว์เพิ่มไปด้วย นอกเหนือจากการกินแต่ผักอย่างเดียว

คุณค่าทางโภชนาการ
ส้มตำลาวใส่มะละกอ 1 ชุด ให้พลังงานต่อร่างกาย 205 กิโลแคลอรี ประกอบด้วย
– น้ำ 417.77 กรัม
– โปรตีน 17 กรัม
– ไขมัน 2.856 กรัม
– คาร์โบไฮเดรต 29 กรัม
– กาก 5.75 กรัม
– ใยอาหาร 2.67 กรัม
– แคลเซียม 163.4 มิลลิกรัม
– ฟอสฟอรัส 190.36 มิลลิกรัม
– เหล็ก 24.27 มิลลิกรัม
– เบต้าแคโรทีน 473.9 ไมโครกรัม
– วิตามินเอ 12243 IU
– วิตามินบีหนึ่ง 0.552 มิลลิกรัม
– วิตามินบีสอง 0.5 มิลลิกรัม
– ไนอาซิน 5.545 มิลลิกรัม

 

 


แจ่วหรือน้ำพริก

เป็นอาหารที่ชาวอีสานนิยมรับประทานกัน เพราะทำได้ง่ายมีเครื่องปรุงไม่มากนัก แค่มีพริกและปลาร้าในครัวก็สามารถทำแจ่วได้แล้ว ด้วยความที่ทำได้ง่ายจึงจะพบว่าอาหารของชาวอีสานเกือบทุกมื้อจะต้องมีแจ่ว เป็นอาหารหลักๆน่นอน ชาวอีสานนิยมรับประทานแจ่วกับผักที่เก็บได้จากรั้วบ้าน หรือกับพวกเนื้อย่าง ปลาย่าง หรือนึ่ง ปัจจุบันถึงแม้วิถีชีวิตของชาวอีสานจะเปลี่ยนไปแต่อาหารต่างโดยเฉาะแจ่วไม่ ได้เสื่อมความนิยมลงไปเลย เพราะเหตุนี้เราจึงหาทานแจ่วแบบอีสานได้ทั่วๆไป

เครื่องปรุง
รากผักชี
ตะไคร้เผาพอหอม
ปลาร้าสับละเอียด
น้ำมันพืช(ไม่ใช้ก็ได้-ใช้น้ำเปล่าแทนได้)
น้ำมะขามเปียก-ข้น
ข่าเผาซอย
พริกป่น ปลาป่น
น้ำปลา
น้ำตาลทราย
ผักสดตามชอบ

วิธีทำ
1.โขลกรากผักชี ตะไคร้ ข่าให้ละเอียดใส่กระเทียม หอม โขลกต่อให้ละเอียดใส่พริกป่นปลาร้า โขลกต่อให้เข้ากัน
2. ตั้งกระทะไฟอ่อนใส่น้ำมันพร้อมใส่ส่วนผสมผัดใส่น้ำปลาร้าน้ำ มะขามเปียกน้ำตาลผัดจนหอมจึงตักขึ้นรับประทานกับผักสดผักนึ่ง ถ้าไม่ชอบปลาร้าใส่น้ำปลาก็ได้

เคล็ดลับ
ควรใช้ปลาร้าที่เนื้อแน่นๆ

คูณค่าทางอาหาร
โปรตีนวิตามินเอ ซี โปรตีน

 

 

 

 

 

ลาบปลาดุก

“ลาบ” เป็นอาหารประเภทหนึ่ง ที่ใช้ปลาหรือเนื้อดิบสับให้ละเอียด ผสมด้วยเครื่องปรุงมีพริก ปลาร้า เป็นต้น ถ้าใส่เลือดวัวหรือเลือดหมู เรียกว่า “ลาบเลือด” ชาวอีสานทุกครัวเรือน มักนิยมทำอาหารประเภทลาบ ในงานบุญต่างๆ เช่น งานแต่งงาน งานบวชพระ งานศพ งานทำบุญขึ้นบ้านใหม่ เป็นต้น
“ลาบปลาดุก” ก็เป็นอาหารประเภทหนึ่งในบรรดาลาบทั้งหมดที่ขึ้นชื่อของอาหารอีสาน และทุกภาครู้จักกันดี เนื่องจากปลาดุกเป็นปลาน้ำจืดที่หาได้ในท้องถิ่น มีรสมัน หวาน เป็นปลาที่ไม่มีเกล็ด และก้างน้อย จึงนิยมนำมาประกอบอาหารประกอบ

เครื่องปรุง
ปลาดุกอุยหนักประมาณ 300 กรัม 1 ตัว
ข้าวคั่ว 2 ช้อนโต๊ะ (30 กรัม)
พริกป่น 1 ช้อนโต๊ะ (15 กรัม)
ข่าโขลกละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ (15 กรัม)
ใบมะกรูดหั่นฝอย 2 ช้อนชา (15 กรัม)
ต้นหอมซอย 2 ช้อนชา (15 กรัม)
หอมแดงฝอย 2 ต้น (10 กรัม)
ใบสะระแหน่ 1 ช้อนโต๊ะ (15 กรัม)
น้ำมะนาว ? ถ้วย (50 กรัม)
น้ำปลา 2-3 ช้อนโต๊ะ (30 กรัม)
ผักสด กะหล่ำปลี ถั่วฝักยาว ใบโหระพา

วิธีทำ
1. ล้างปลาดุกให้สะอาด ขูดเมือกบนผิวออก นำไปย่างไฟพอสุก แกะเอาแต่เนื้อ สับหยาบๆ
2. เคล้าเนื้อปลาดุกกับข้าวคั่ว พริกป่น ข่าหั่นฝอย หอมแดงซอย ใบมะกรูดหั่นฝอย
3. ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำมะนาว คลุกเคล้ากันให้ทั่ว โรยใบสะระแหน่ ต้นหอมซอย ชิมรสตามชอบ รับประทานกับกะหล่ำปลี ถั่วฝักยาว ใบโหระพา

สรรพคุณทางยา
1. ข้าวสาร รสมันหอมหวาน บำรุงร่างกาย แก้ตาฟาง แก้เหน็บชา แช่น้ำ ตำเป็นแป้งพอก แก้บวม แก้ปวด
2. พริกขี้หนู รสเผ็ดร้อน ช่วยเจริญอาหาร ขับลม ช่วยย่อย
3. ข่า รสเผ็ดปร่าร้อน ช่วยขับลม ขับพิษโลหิตในมดลูก ขับลมในลำไส้
4. ใบมะกรูด รสปร่ากลิ่นหอมติดร้อน ใช้ปรุงอาหาร ช่วยดับกลิ่นคาว แก้โรคลักปิดลักเปิด ขับลมในลำไส้ ขับระดู แก้ลมจุกเสียด
5. หอมแดง รสเผ็ดร้อน แก้ไข้เพื่อเสมหะ บำรุงธาตุ แก้ไข้หวัด
6. สะระแหน่ ใบ/ยอดอ่อน รสหอมร้อน ขับเหงื่อ แก้ปวดท้อง ขับลม แก้จุกเสียดแน่นเฟ้อ
7. มะนาว เปลือกผลรสขม ช่วยขับลม น้ำในลูก รสเปรี้ยว แก้เสมหะ แก้ไอ แก้เลือดออกตามไรฟัน ฟอกโลหิต
8. ถั่วฝักยาว รสมันหวาน มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ช่วยกระตุ้นการทำงานของกระเพาะลำไส้ บำรุงธาตุดิน
9. โหระพา ใบรสเผ็ดปร่าหอม แก้ท้องขึ้นอืดเฟ้อ แก้ลมวิงเวียน ช่วยย่อยอาหาร ขับลมในลำไส้ ขับเสมหะ

ประโยชน์ทางอาหาร
ลาบปลาดุก มีรสจัด เปรี้ยว เผ็ด เค็ม ช่วยให้เจริญอาหาร ขับลม ช่วยย่อยอาหาร เนื่องจากส่วนประกอบแต่งด้วยสมุนไพรหลากหลายชนิด

 

 

 

 

 

 

อ่อมขี้เหล็ก

เครื่องปรุง
– ใบขี้เหล็กอ่อนต้ม 3 ถ้วยแกง
– เอ็นวัวต้มเปื่อย 1/2 ถ้วยแกง
– น้ำปลา 3 ช้อนแกง
– น้ำปลาร้า 3 ช้อนแกง
– ชะอม 1/2 ถ้วยแกง
– ใบแมงลัก 1ถ้วยแกง
– หอมสด 3-4 ต้น
– ข้าวเบือ 1/2 ถ้วย
– น้ำใบย่านางข้น 3ถ้วย
– ใบมะกรูด 3-4ใบ และ หอมแดงแห้ง กระเทียม หอมดแงแห้งเผา ตระไคร้ ข่า พริกสด กระเทียมเผา
วิธีทำ
– ใบขี้เหล็กอ่อนล้างน้าให้สะอาด นำเอาใบอ่อนและยอดหรือดอกไปต้มให้หายขมประมาณสองครั้งแล้วบีบน้ำออก
– โขลกเครื่องแกงให้ละเอียด หอมแห้งกระเทียมนำมาเผาแล้วปลอกเปลือก
– ข้าวสารแช่น้ำ โขลกร่วมกับใบย่านางละลายน้ำคั้นให้ข้นๆ 3 ถ้วยแกง
– นำใบย่านางต้มใส่เครื่องแกงที่โขลก และหัวหอมที่เผา ใส่ขี้เหล็กน้ำปลาน้ำปลาร้าเอ็นวัวเนื้อวัวต้มเปื่อย ข้าวเบือพอเดือด ใส่ชะอม ใบแมงลักหอมสด ปิดฝารอรับประทาน
ข้อควรทราบ
– ใช้หมูไก่ ปลาแทนเนื้อวัวหรือไม่ใส่เนื่อเลยก็ได้
– การต้มใบขี้เหล็กควรใช้ไฟแรง เวลาต้มไม่ต้องคนพอเดือดรีบเทน้ำทิ้งแล้วต้มใหม่สองครั้ง
– ถ้าแกงขี้เหล็กแบบมันใช้ กะทิแทนย่านาง ใส่เครื่องแกงเผ็ดแทนพริกสด
– บางที่นิยมใช้หนังที่ตากแห้งแล้วเอาไปเผาให้สุก แล้วต้มพร้อมกับต้มขี้เหล็กแทนเนื้อต่างๆ
– ข้าวเบือ คือ ข้าวเหนียวที่แช่น้ำไว้ประมาณ 1-2 ชั่วโมงแล้วนำมาโขกให้ละเอียด


อาหารจานเด็ดภาคกลาง

14 Oct

แกงเผ็ดเป็ดย่าง

**เครื่องปรุง**

เป็ดย่าง 1 ตัว

มะเขือเทศสีดา 200 กรัม

มะอึกห่ามขูดเอาขนออก 13 ลูก

มะพร้าวขูด 500 กรัม

พริกชี้ฟ้าหั่นเฉียง 1 เม็ด

โหระพาเด็ดเป็นใบ 2 ช้อนโต๊ะ

ใบมะกรูดฉีก 5 ใบ

น้ำตาลทราย 1/2 ช้อนโต๊ะ

น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ

**เครื่องแกง**

พริกแห้งแกะเมล็ดแช่น้ำ 5 เม็ด

หอมแดงซอย 5 หัว

กระเทียมซอย 2 กลีบ

ข่าหั่นละเอียด 3 แว่น

ตะไคร้หั่นฝอย 1 ช้อนโต๊ะ

ผิวมะกรูดหั่นละเอียด 1/2 ช้อนชา

รากผักชีหั่นละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ

ลูกผักชีคั่ว ครึ่ง ช้อนโต๊ะ

ยี่หร่าคั่ว ครึ่ง ช้อนชา

พริกไทยเม็ด 5 เม็ด

เกลือป่น ครึ่ง ช้อนโต๊ะ

กะปิ ครึ่ง ช้อนโต๊ะ

โขลกเครื่องแกงทั้งหมดรวมกันให้ละเอียด*

**วิธีทำ**

1. คั้นมะพร้าว ให้ได้หัวกะทิ ครึ่ง ถ้วย หางกะทิ 3-4 ถ้วย

2. เลาะกระดูกเป็ดย่างออก หั่นเนื้อเป็นชิ้นพอคำ สับกระดูกคอ ปีกข้อต่อ เป็นชิ้น

3. เคี่ยวหางกะทิกับกระดูกคอ ปีก ข้อต่อ จนเปื่อยดี

4. ล้างมะเขือเทศให้สะอาด

5. ใส่หัวกะทิในกระทะ ตั้งไฟให้แตกมัน ใส่เครื่องแกง ผัดให้หอม ใส่เนื้อเป็ดลงผัด แล้วตักใส่ในหม้อเป็ดที่เคียวไว้ ตั้งไฟกลางจนเดือด ใส่ใบมะกรูด

6. ปรุงรสด้วยน้ำตาล น้ำปลา ใส่มะเขือเทศ มะอึก ใบโหระพา พริกชี้ฟ้า ชิมรส เค็ม เผ็ด หวานกะทิ ตักใส่ชาม เสิร์ฟ

ปลาดุกผัดกรอบ

**เครื่องปรุง**

ปลาดุกแล่เอาแต่เนื้อ 500 กรัม

กะเพราเด็ดเป็นใบ ๆ ทอดกรอบ 2 ช้อนโต๊ะ

พริกชี้ฟ้าแดงหั่นเส้นยาว 1 เม็ด

กระชายหั่นฝอย 2 ช้อนโต๊ะ

ใบมะกรูดฉีก 1-2 ใบ

พริกไทยอ่อนตัดสั้น ๆ 2 ช้อนโต๊ะ

น้ำตาลปีบ 1 ช้อนชา

น้ำปลา ครึ่งช้อนโต๊ะ

น้ำมันสำหรับผัด 2 ช้อนโต๊ะ

น้ำมันสำหรับทอด 1 ถ้วย

**เครื่องแกง**

พริกแห้งแกะเมล็ดแช่น้ำ 3 เม็ด

หอมแดงซอย 2 หัว

กระเทียมซอย 1 หัว

กระชายหั่นละเอียด 1 ช้อนชา

ผิวมะกรูดหั่นละเอียด ครึ่งช้อนชา

รากผักชีหั่นละเอียด 1 ช้อนชา

ลูกผักชีคั่ว 1 ช้อนชา

ยี่หร่าคั่ว ครึ่งช้อนชา

เกลือป่น 1 ช้อนชา

โขลกเครื่องแกงทั้งหมดรวมกันให้ละเอียด

**วิธีทำ**

1. ล้างปลาดุกให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นหนา

2. ใส่น้ำมันสำหรับทอดลงในกระทะ ตั้งไฟให้ร้อน ใช้ไฟกลาง ใส่ปลา ลงทอดพอเหลือง ตักขึ้นให้สะเด็ดน้ำมัน

3. ใส่น้ำมันสำหรับผัดลงในกระทะ ตั้งไฟให้ร้อน ใส่เครื่องแกง ผัดพอหอมและแตกมัน

4. ปรุงรสด้วยน้ำตาล น้ำปลา ใส่ใบมะกรูด กระชาย ผัดพอทั่ว ใส่พริกไทยอ่อน ใส่ปลา ผัดให้ทั่ว ปิดไฟ ยกลง

5. จัดใส่จาน โรยด้วยพริกชี้ฟ้า ใบกะเพรากรอบ เสิร์ฟ

 

 

 

 

 

 

แกงเลียง

**เครื่องปรุง**

กุ้งชีแฮ้ปอกเปลือก 1 ถ้วย

ปลาย่างแกะเอาแต่เนื้อ ? ถ้วย

หอมแดง 5 หัว

พริกไทยเม็ด 15 เม็ด

กะปิ 1 ช้อนชา

น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ

น้ำซุป 3 ถ้วย

ผักต่าง ๆ เช่น ฟักทอง บวบ เห็ด ข้าวโพดอ่อน ใบตำลึง ใบแมงลัก

**วิธีทำ**

1. ล้างผักให้สะอาด ปอกเปลือกฟักทอง บวบ หั่นชิ้นพอคำ เด็ดใบอ่อน ตำลึง แมงลัก เฉือนโคนสกปรกของเห็ดออก หั่นเห็ด ข้าวโพดอ่อน

2. บุบพริกไทย โขลกกับปลาย่างให้ขึ้นฟู ใส่หอม กะปิ โขลกให้เข้ากัน

3. ใส่น้ำซุปลงในหม้อ ตั้งไฟพอเดือด ใส่เครื่องที่โขลก ต้มให้เดือด

4. ใส่ผักต่าง ๆ โดยเริ่มจาก ฟักทอง ข้าวโพดอ่อน บวบ เห็ด พอเดือดดี ใส่กุ้ง ใบตำลึง ในแมงลัก น้ำปลา ชิมรส ปิดไฟ

 

 

 

 

 

 

น้ำพริกปลาทู

**เครื่องปรุง**

ปลาทูนึ่ง (ขนาดกลาง) 3 ตัว

พริกขี้หนูสดเม็ดใหญ่สีแดง 2 ขีด

กระเทียม 1 ขีด

หัวหอมแดงไทย 1 ขีด

น้ำเปล่าสะอาด 60 ช้อนโต๊ะหรือ 1 ลิตร

น้ำปลาแท้อย่างดี 12 ช้อนโต๊ะ

น้ำมะนาว 9 ช้อนโต๊ะ

**วิธีทำ**

1. เด็ดก้านพริกขี้หนูออก ปอกหัวหอม กระเทียมและหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ล้างให้สะอาดผึ่งให้สะเด็ดน้ำ เพื่อเวลาคั่วจะได้สุกง่าย

2. ทอดปลาทู โดยใช้ไฟปานกลาง ทิ้งให้เย็น แกะเอาแต่เนื้อ

3. นำกระทะตั้งบนเตาไฟร้อน โดยใช้ไฟปานกลางใส่พริกขี้หนูสด หัวหอม กระเทียม คั่วรวมกัน จนทุกอย่างสุก

4. ตักใส่ครกตำ ขณะที่ยังร้อนอยู่จะทำให้ตำง่าย ให้ตำจนเกือบละเอียด

5. ใส่ปลาทูตำต่อไปจนละเอียด และส่วนผสมเข้ากัน

6. ตักส่วนผสมที่ตำแล้วทั้งหมดใส่หม้อ ใส่น้ำปลา น้ำมะนาว น้ำเปล่า คนให้ละลาย ตั้งบนเตา ใช้ไฟปานกลางจนน้ำพริกเดือด ยกลงจากเตา รับประทานกับผักต้ม เช่น ถั่วฝักยาว ถั่วพู

**ข้อแนะนำ**

1. ถ้ารับประทานน้ำพริกไม่หมดให้ใช้อุ่นบนเตา โดยใช้ไฟอ่อน ๆ จะเก็บไว้รับประทานต่อได้หลายวันค่ะ

2. ถ้าใส่น้ำตามสูตรอาจมากไปให้ลดลงบ้างเพราะขนาดปลาทูที่ใช้อาจมีขนาดเล็กใหญ่ไม่เท่ากันเนื่องจากเนื้อปลาจะฟู เวลาใส่น้ำต้องค่อย ๆ ใส่อย่าให้น้ำพริกใสมากไป ถ้าใส่ไปแล้วจนน้ำพริกใสก็ให้เคี่ยวจนข้นเล็กน้อย


อาหารจานเด็ดภาคเหนือ

14 Oct

แกงอ่อมหมู

 ++เครื่องปรุง++

หมูสามชั้นหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ 2 ถ้วย

น้ำมันพืช 1 ช้อนชา

น้ำซุป 3 ถ้วย

ใบมะกรูด

++เครื่องแกง++

พริกแห้ง 7 เม็ด

หอมแดง 5 หัว

กระเทียม 1 หัว

ข่าซอย 1 ช้อนโต๊ะ

ตะไคร้ซอย 1 ช้อนโต๊ะ

รากผักชีซอย 1 ช้อนชา

กะปิ 1 ช้อนชา

++วิธีทำ++

1 โขลกเครื่องแกงให้ละเอียด

2 นำเครื่องแกงผัดกับน้ำมันให้หอม

3 ใส่หมูลงผัด เติมน้ำซุป เคี่ยวไปจนหมูเปื่อย

4 ใส่ใบมะกรูด ปรุงตามชอบ

 

 

 

 

 

 

น้ำพริกปลา

เครื่องปรุง


พริกหนุ่มเผา 7 เม็ด
หอมแดงเผา 5 หัว
กระเทียมเผา 2 หัว
กะปิ ห่อใบตองเผา 1 ช้อนชา
น้ำปลาร้าต้มสุก 1 ถ้วย
ปลาช่อนย่าง (เอาแต่เนื้อ) 1/2 ช้อนโต๊ะ
ต้นหอมซอย 2 ช้อนโต๊ะ
ผักชีซอย 2 ช้อนโต๊ะ
เกลือ 1 ช้อนชา

วิธีทำ


1 โขลกพริก หอมแดง กระเทียม กะปิ เกลือ
2 ใส่ปลา โขลกให้เข้ากัน
3 ใส่น้ำปลาร้า คนให้เข้ากัน ใส่ต้นหอม ผักชี ชิมดู

รับประทานกับผักสด เช่น แตงกวา ผักแว่น มะเขือกรอบ

 

 

 

 

 

 

ตำมะเฟืองยาว

 ++เครื่องปรุง++

มะเขือยาวเผา 2 ถ้วย

พริกหนุ่มเผา 3 เม็ด

หอมแดงเผา 5-6 หัว

กระเทียมเผา 2 หัว

กะปิเผา 1 ช้อนชา

เกลือ 1 ช้อนชา

กระเทียมสับ 1 ช้อนโต๊ะ

ใบสะระแหน่ 7 ยอด

ใบแมงลัก 7 ยอด

น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ

ไข่ต้มสุก 3 ฟอง

++วิธีทำ++

1 โขลกพริกหนุ่มเผา เกลือ หอมแดงเผา กะปิเผา ให้ละเอียด

2 ใส่มะเขือลงโขลกให้เข้ากัน

3 เจียวกระเทียมที่สับไว้พอหอม

4 นำมะเขือที่โขลกไว้ลงผัดสัก 2 – 3 นาที

5 ตักใส่จานโรยด้วยใบสะระแหน่ ใบแมงลัก และไข่ต้มหั่นเป็นซีก

 

 

 

 

 

 

ขนมจีนนน้ำเงี้ยว

**เครื่องปรุง**

ซี่โครงหมู ตัดเป็นชิ้น 1×1 นิ้ว (ต้มให้นุ่ม) 1/2 กิโลกรัม

เลือดหมู หั่นสี่เหลี่ยม 1/2×1/2 นิ้ว 1/2 กิโลกรัม

มะเขือเทศลูกเล็ก ผ่าครึ่ง 1/2 กิโลกรัม

เกลือ 2 ช้อนโต๊ะ

น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ

น้ำซุป (น้ำต้มกระดูกหมู กรองเอาเฉพาะน้ำ) 6 ถ้วย

**เครื่องแกง**

เม็ด พริกแห้ง 7 เม็ด

รากผักชีหั่นฝอย 1 ช้อนชา

ข่าหั่นละเอียด 1 ช้อนชา

ตะไคร้ซอย 2 ช้อนชา

กะปิ 2 ช้อนชา

หอมแดง 7 หัว

กระเทียม 3 หัว

**เครื่องเคียง**

ผักกาดดองหั่น

ถั่วงอก ต้นหอม

ผักชีซอย

กระเทียมเจียว

พริกทอด

ภาพสด สัญญาณอันตรายเมื่อไปเที่ยวน้ำตก

6 Oct

ประสบการณ์ เฉียดตาย
จากการไปเที่ยวน้ำตกแห่งหนึ่ง
มีฝนตกลงมาและเพิ่งหยุด เมื่อเราไปถึง

ภาพที่ 1

 น้ำตกสูงประมาณ 25 ฟุต
มีแอ่งอยู่ใต้น้ำตก ซึ่งไม่ลึกมาก
มีแพไม้ไผ่ลอยอยู่ 

ภาพที่ 2

                                 มีหนุ่มสองสามคนสนุกกับการเล่นน้ำและแพ

ภาพที่ 3

     พวกเขาเข้าไปใกล้น้ำตกมากขึ้น 

ภาพที 4

มีเว้งถ้ำอยู่ เด็กหนุ่มสองคนนั่น เข้าไปเล่นในนั้น

ภาพที่ 5

         นี่คือสภาพบริเวณริมลำธารด้านล่าง
สังเกต ศาลาและโต๊ะที่มีคนนั่งให้ดี
เดี๋ยวจะได้เห็นภาพนี้อีกครั้ง

ภาพที่ 6

               มีเสียงดังกึกก้อง ตามมาด้วยน้ำทะลักมาอย่างรวดเร็ว
เด็กหนุ่มสองคนนั้น ไม่มีทางไป
ผมถ่ายภาพนี้ ก่อนจะรู้ว่า เกิดอะไรขึ้น

ภาพที่ 7

       อีกสามสิบวินาทีถัดมา
บริเวณนั้นก็มีสภาพอย่างนี้

ภาพลำธารด้านล่าง
ศาลาและโต๊ะตัวเดียวกันกับที่เห็นเมื่อสักครู่

ภาพที่ 8

       ระดับน้ำสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว 

ภาพที่ 9

    ภาพของน้ำตก ในเวลาถัดจากนั้น
เด็กหนุ่มสองคน น่าจะยังติดอยู่ข้างหลัง
ไม่มีใครเห็นพวกเขาออกมา
เขาอาจจะยังมีชีวิตอยู่ก็เป็นได้ 

ภาพที่ 10

                  ในน้ำเต็มไปด้วยเศษกิ่งไม้ ท่อนไม้ไผ่ และโคลนตม
กระแสน้ำยังคงไหลบ่าอย่างรุนแรง และมีเสียงดังกึกก้อง
จากจุดที่เรามอง มีผู้คนอีกหลายคนเฝ้าสังเกตการ์ณอยู่ด้วย
หวังว่าเด็กหนุ่มสองคนนั้นจะปลอดภัย

ภาพที่ 11

        นี่คือภาพสุดท้ายที่ผมถ่าย ในชั่วโมงต่อมา

น้ำยังคงท่วมท้นทั่วบริเวณ
เราต้องรีบออกมาจากที่นั่นก่อนจะมืด
ผมไม่ทราบจริงๆว่า เด็กหนุ่มสอลคนนั่น รอดชีวิตหรือไม่

ภาพที่ 12

ผมทราบข่าวในวันถัดมาว่า
ร่างของเด็กหนุ่มสองคน ถูกพบห่างออกมาถึง 5 กิโลเมตร ในลำธารด้านล่าง
หากมีป้ายเตือนภัย
เหตุการณ์น่าสลดเช่นนี้ อาจไม่เกิดขึ้น
เที่ยวน้ำตกหน้าฝน ต้องระวังให้มากครับ
หรือ ถ้าเป็นไปได้
อย่าไปเที่ยวน้ำตก ในหน้าฝนครับ

ภาพชุดนี้บันทึกโดยนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ
ไม่ ระบุชัดเจนว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นที่ไหน
พี่รอย – แปล

สัญญาณต่อใปนี้ ให้รีบขึ้นจากน้ำตก
1. ฟ้าฝนครึ้ม ลมเย็นพัดมาจากที่อื่น
2. ฝนลงเม็ด
3. เสียงน้ำดังขึ้นกว่าเดิม จะดังมาแว่วๆใกลๆก่อน
4. น้ำตกมีน้ำเพิ่ม อุณหภูมิน้ำเปลี่ยน
5. น้ำเป็นสีแดงโคลน
รีบพาเด็กๆขึ้นจากน้ำโดยด่วน
ทางที่ดีใปเที่ยวน้ำตกที่ไม่ใช่น่าฝน ( แต่น้ำก็ไม่มีอีก)


เตือนภัย : รู้ทันภัยจากการมอมยานอนหลับ

6 Oct

 

อย่างที่เราทราบกันดีนะคะว่า ปัจจุบันมีภัยสังคมมากมายและมีหลากหลายรูปแบบ แต่ที่พบเห็นปรากฏเป็นข่าวหน้า 1 ของหนังสือพิมพ์อยู่บ่อยๆ ก็คือการใช้ยานอนหลับในการก่ออาชญากรรม ซึ่งจากอดีตที่เคยใช้เพียงเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์หรือเหล้าสำหรับมอมเหยื่อ เพื่อล่วงละเมิดทางเพศ แต่ระยะหลังได้หันมาใช้ยานอนหลับเป็นเครื่องมือสำหรับการมอมเหยื่ออย่างง่าย ดายและรวดเร็ว เพียงอาศัยการพูดคุย ทำท่าทางให้สนิทสนม เมื่อเหยื่อเผลอจึงแอบใส่ยาลงไปในเครื่องดื่มหรืออาหาร

ซึ่งยานอนหลับ (Hypnotic) ที่ใช้ในการก่ออาชญากรรมนั้น เป็นยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง โดยมีฤทธิ์ทำให้หลับ คลายกล้ามเนื้อ จัดเป็นวัตถุออกฤทธิ์ ตาม พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ซึ่งผู้ที่มีสิทธิสั่งจ่ายได้แก่ แพทย์ ทันตแพทย์ และผู้ที่จะใช้ยาในกลุ่มนี้ต้องใช้ตามคำสั่งของแพทย์เท่านั้น

     โดย อาการของผู้ที่ได้รับยากลุ่มนี้ จะมีอาการง่วงซึม มึนงง เดินเซ ปวดศีรษะ และสูญเสียความทรงจำ ความจำในระหว่างที่ได้รับยาลดลง การตัดสินใจไม่ดี หรือบางรายอาจมีอาการสั่นและฝันร้าย และที่เลาวร้ายไปกว่านั้นหากได้รับมากเกินไปหรือได้รับร่วมกับแอลกอฮอล์ อาจกดการหายใจ ทำให้เสียชีวิตได้เลยทีเดียว

     จากขัอมูลดังกล่าวนี้เองจึงเป็นสาเหตุให้การถูกมอมยามักเกิดจากการจงใจวาง แผนของมิจฉาชีพ ดังนั้นเราจึงต้องระวังตนเองอยู่เสมอ เพื่อหลีกเลี่ยงโอกาสการถูกมอมยา โดยน้องๆ Dek-D สามารถป้องกันตัวเองได้ด้วยข้อปฏิบัติดังนี้ …

     1. ถ้ามีความจำเป็นต้องไปงานเลี้ยงหรืองานสังสรรค์ ไม่ควรดื่มเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์
2. หากต้องดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ให้ดื่มพอประมาณ เพื่อให้มีสติอยู่ตลอดเวลา เพราะหากเกิดเหตุฉุกเฉินจะได้สามารถช่วยตัวเองได้
3. อย่ารับเครื่องดื่มจากผู้ที่เราไม่รู้จักดี หรือไม่สามารถเชื่อใจได้ และเครื่องดื่มนั้นต้องไม่ได้ผ่านการเปิดฝามาก่อน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือน้ำอัดลม ต้องสังเกตด้วยว่าภาชนะบรรจุว่าอยู่ในสภาพเรียบร้อย ไม่มีร่องรอยถูกเจาะหรือรอยปิดด้วยเทป หากเป็นเครื่องดื่มที่ต้องผสมควรไปดูการเตรียมเครื่องดื่มที่เคาน์เตอร์และ รับมาด้วยตนเองเท่านั้น
4.ถ้ามีความจำเป็นต้องไปปาร์ตี้กลางคืนควรมีเพื่อนไปด้วยเสมอ และเป็นเพื่อนที่แน่ใจว่าสามารถดูแลซึ่งกันและกันได้
5. ดื่มและกลืนอย่างช้าๆ เพราะหากเครื่องดื่มถูกใส่ยาลงไป จะทำให้มีเวลาพอที่จะระวังตัวได้ทัน
6. อย่าแบ่งหรือแลกเปลี่ยนเครื่องดื่มและอาหารกับผู้อื่นเด็ดขาด
7. ถ้าหากเลี่ยงได้ ไม่ควรดื่มเครื่องดื่มที่อยู่ในจากภาชนะส่วนรวม หรือภาชนะเปิด เช่น อ่างใส่พั้นซ์ เพราะง่ายต่อการถูกใส่ยา หรืออาจถูกใส่ยาไปแล้ว
8. หากรู้สึกว่ารสหรือกลิ่นของเครื่องดื่มเปลี่ยนไปจากเดิม ควรหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มนั้นต่อ
9. จำไว้เสมอว่าไม่ควรละสายตาจากเครื่องดื่มของตัวเอง เพราะมิจฉาชีพอาจจะอาศัยจังหวะนั้นใส่ยานอนหลับลงไปในเครื่องดื่ม
10. เมื่อต้องเข้าห้องน้ำหรือออกไปเต้นรำ กลับมาแล้วอย่าลืมที่จะเปลี่ยนแก้วใหม่เสมอ
11. หาก เริ่มรู้สึกว่ามีอาการแปลกๆ หรือรู้สึกเมาหลังจากดื่มไปได้เพียงเล็กน้อย ให้รีบขอความช่วยเหลือจากเพื่อนที่ไว้ใจได้ พึงปฏิเสธความช่วยเหลือจากคนแปลกหน้า เพราะอาจจะเป็นคนที่ลอบวางยาเราก็ได้ค่ะ

ข้อควรระวัง … อาการที่บ่งบอกว่ากำลังไม่ปลอดภัย

          >> รู้สึกเมาโดยไม่ได้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือดื่มเพียงเล็กน้อย
>> รู้สึกมึนงงและง่วงนอนโดยไม่ทราบสาเหตุ

     … เดี๋ยวนี้มีแต่ภัยร้ายอันตรายรอบด้าน ดังนั้นน้องๆ ควรรู้ให้เท่าทันเอาไว้จะได้ไม่หลกกลมิจฉาชีพง่ายๆ ยังไงล่ะคะ

     และนี่คือเรื่องราวเตือนภัยวันนี้ค่ะ ถ้าน้องๆ Dek-D มีประสบการณ์เตือนภัยดีๆ ที่น่าสนใจก็สามารถมาแลกเปลี่ยนกันได้ที่นี่ หรือ mameaw@dek-d.com ค่ะ

ข้อมูลอ้างอิง : http://www.lampang108.com

สะพายกระเป๋าใบใหญ่ ระวังภัยจะมาไม่รู้ตัว!!

6 Oct

 

กระเป๋าสะพาย

          สวัสดีค่ะสาว ๆ dek-d.com กลับมาเจอกับพี่เหมี่ยวที่คอลัมน์ อัพเดทข่าวเฉพาะสาว ๆ อีกแล้วนะคะ เดี๋ยว นี้สาว ๆ อย่างเราถ้าจะให้ดูดีมีสไตล์เราก็จะต้องคอยอัพเดทเทรนด์ใหม่ ๆ อยู่เสมอ เทรนด์ไหนฮอตฮิตก็ขอให้บอกว่า เดี๋ยวสาว ๆ ก็จะไปจัดมาไว้ในครอบครองอย่างรวดเร็ว

     และตอนนี้ที่ถือว่ากำลังมาก็คงหนีไม่พ้นเทรนด์กระเป๋าขนาดโอเวอร์ไซส์กำลังฮิตฮอตมาแรงทุกรันเวย์ เพราะเหมาะเจาะกับไลฟ์สไตล์ของสาวบ้าหอบฟางยุคใหม่ แต่สาว ๆ dek-d.com ทราบรึเปล่าคะว่า เจ้ากระเป๋าที่กำลังฮิตอยู่ในตอนนี้กำลังจะพาเอาอันตรายแอบแฝงมาให้เรา??

     สาว ๆ dek-d.com ทราบรึเปล่าคะว่า การที่เราสะพายกระเป๋าใบโตจนติดเป็นนิสัย อาจก่อให้เกิดโรคตามมาสารพัด ตั้งแต่อาการปวดต้นคอ, บ่า, ไหล่ ไปจนถึงปวดหลังชนิดเรื้อรัง หากปล่อยไว้นานวัน อาจยากแก่การเยียวยารักษา!!! นอก จากกระเป๋าสะพายใบโตแล้ว กระเป๋าสะพายที่มีสายยาว ก็ก่อให้เกิดความเสี่ยง มากกว่ากระเป๋าสะพายสายสั้น เพราะบ่าและไหล่ต้องรับน้ำหนักมาก    

     สำหรับสาว ๆ ออฟฟิศหลายคนที่มีอาการปวดต้นคอ, บ่า และไหล่ ส่วนมากจะคิดว่ามีสาเหตุมาจากการนั่งหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน แต่สาว ๆ dek-d.com รู้ รึเปล่าคะว่าที่จริงแล้ว อาการที่เกิดขึ้นนั้นเป็นผลข้างเคียงที่เกิดจากการสะพายกระเป๋าที่หลักเกิน ไป ทำให้กล้ามเนื้อต้นคอ บ่า และไหล่ ต้องทำงานตลอดเวลาเพื่อให้ศีรษะตรง และหันไปมาตามต้องการ ถ้าเมื่อไหร่ที่กล้ามเนื้อขาดความยืดหยุ่น และไม่แข็งแรง ก็อาจทำให้กล้ามเนื้อฉีก หรือถ้าเราเคลื่อนไหวมากเกินความยืดหยุ่น ก็อาจทำให้รู้สึกเมื่อยล้า และอ่อนเพลียได้

     แต่ทั้งนี้ภัยร้ายที่แฝงอยู่ในกระเป๋าใบใหญ่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดกระเป๋าเพียงอย่างเดียว แต่ปัญหาสำคัญอยู่ที่น้ำหนักของกระเป๋าซะมากกว่าค่ะสาว ๆ ฟังไว้เลยนะคะว่า ยิ่ง ถ้าสาวคนไหนมีพฤติกรรมชอบสะพายกระเป๋าหนักๆอย่างต่อเนื่อง อาจก่อให้เกิดผลเสียระยะยาวต่อสุขภาพ ตั้งแต่อาการกล้ามเนื้ออักเสบ ไปจนถึงอาการปวดไหล่ ปวดหลัง เรื่อยไปจนถึงปวดคอ ถึงแม้ว่าจะไม่เลวร้ายถึงขั้นทำให้เป็นอัมพาต แต่อาการเหล่านี้ก็รบกวนการทำงานในชีวิตประจำวัน และทำให้เราเสียบุคลิกอีกด้วย

     ถ้าสาว ๆ dek-d.com คนไหนรู้ตัวว่ากำลังเจอกับปัญหานี้อยู่ล่ะก็ พี่เหมี่ยวแนะนำให้เลือกให้กระเป๋าขนาดไม่ใหญ่เกินไป ของในกระเป๋าควรมีแต่ของที่จำเป็น น้ำหนักของกระเป๋าไม่ควรเกิน 10% ของน้ำหนักตัวนะคะ

     แต่ถ้าเราเป็นสาวบ้าหอบฟางและมีความจำเป็นต้องใช้กระเป๋าใบใหญ่จริง ๆ เราก็ควรเลือกสายคล้องที่มีขนาดใหญ่และนุ่ม ไม่ยาวมากเกินไป เปลี่ยนการสะพายกระเป๋าสลับข้างขวา – ซ้าย หรืออาจเปลี่ยนมาคล้องแขนแทน ควรสะพายกระเป๋าให้สายคล้องชิดกับคอ มากกว่าจะสะพายห่างออกจากหัวไหล่

     และสุดท้ายข้อนี้พี่เหมี่ยวคิดว่าสำคัญมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสาวที่ต้องแบกโน้ตบุ๊คไปทำงานทุกวัน คือ หมั่นบริหารกล้ามเนื้อต้นคอ, บ่า และไหล่ เป็น ประจำ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น และแข็งแรงของกล้ามเนื้อของเราค่ะ

     นี่ก็เป็นสาระความรู้และข้อปฏิบัติที่สาว ๆ dek-d.com ควร นำไปปฏิบัติเพื่อสุขภาพและบุคลิกภาพที่ดีของสาว ๆ นะคะ ที่นี่ไม่ว่าเราจะสะพายกระเป๋าแบบไหน เราก็มั่นใจได้โดยที่ไม่ต้องกังวลอะไรอีกแล้วล่ะค่ะ เชื่อพี่เหมี่ยวสิ!!!